มีคนจำนวนไม่น้อยที่สนใจการถ่ายภาพแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนจึงปล่อยโอกาสผ่านเลยไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายทั้งที่เดี๋ยวนี้กล้องดิจิตอลราคาไม่แพงและมีความสามารถสูงขึ้นกว่าสมัยก่อนมากมาย การเริ่มเล่นกล้องนั้นไม่ยากอย่างที่คิดหรอกครับ วันนี้ PCToday จึงขอนำเสนอพื้นฐานการเลือกซื้อกล้องดิจิตอลและหลักการใช้งานแบบง่ายๆ ให้ตากล้องมือใหม่เอาไปศึกษากัน

สวัสดีครับแฟนๆ PCToday ทุกท่าน หน้าร้อนนี้ได้ไปเที่ยวไหนกันบ้างรึยังครับ หลายคนอาจจะบ่นว่าไม่น่าเที่ยวเพราะไปตรงไหนก็ร้อน…อ่ะก็ไปต่างประเทศก็ได้ แต่ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็ตามสิ่งหนึ่งที่ขาดเสียไม่ได้เลยคือกล้อง แน่นอนว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปแทนกล้องคอมแพ็คได้สบายๆ แต่อย่างไรเสียกล้องมือถือก็คงไม่อาจทนแทนกล้องจริงๆ ได้โดยเฉพาะกล้องระดับโปรซูมเปอร์ขึ้นไปยัน DSLR

สมัยนี้หาคนที่ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือยากนะครับ แล้วโทรศัพท์ส่วนใหญ่ก็มีกล้องในตัว ข้อดีในการถ่ายภาพคือมันพกพาสะดวก (เพราะยังไงเราก็ต้องพกมือถืออยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ) และใช้งานง่าย นอกจากนี้ก็มีแอพถ่ายรูปซึ่งเพิ่มฟีเจอร์และความสามารถต่างๆ ได้อีกเพียบ ถ้าอย่างนั้นแล้ว…ทำไมเราถึงต้องไปแคร์กับกล้องดิจิตอลทั้งหลายด้วยล่ะ? คุณภาพไงครับ โดยส่วนตัวผมมีความเชื่อว่าถ้าจะถ่ายรูปแบบจริงจังยังไงกล้องจริงๆ ย่อมต้องดีกว่าเพราะนั่นคือหน้าที่ของมัน

 

02

ยุคนี้คนเล่นกล้องกันแพร่หลายกว่าสมัยที่ผมเริ่มเล่นกล้องใหม่ๆ ซึ่งยังมีแต่ SLR (ฟิล์ม) การถ่ายภาพนั้นอาจเป็นทั้งอาชีพ งานอดิเรก หรือแม้แต่แฟชั่น เหตุผลที่แต่ละคนหันมาจับกล้องก็แตกต่างกันไปแหละครับ แต่สิ่งที่อยากบอกไว้ก่อนคือการเล่นกล้องนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ครับ มันก็ต้องมีความรู้พื้นฐานกันบ้างไม่มากก็น้อย เริ่มตั้งแต่เลือกซื้อ ใช้งาน ยันบำรุงรักษา แต่วันนี้ผมจะขอพูดเฉพาะเรื่องการเลือกซื้อเพราะเป็นจุดเริ่มและจุดสำคัญต่อการเล่นกล้องต่อๆ ไป

 

Megapixel…หลุมพรางแห่งโลกดิจิตอล

ไม่ว่าจะเป็นกล้องดิจิตอลแบบคอมแพ็คหรือ DSLR ก็ล้วนใช้เทคโนโลยีพื้นฐานเดียวกันคือใช้เซนเซอร์รับภาพ ซึ่งความสามารถเซนเซอร์ที่ว่านี้โดยหลักๆ เราวัดจากความละเอียดของข้อมูลที่มันสามารถรับได้ซึ่งมีหน่วยเป็นพิกเซล แต่จำนวนพิกเซลที่รับได้นั้นมีมากเป็นหลักล้านเค้าจึงใช้หน่วยเป็นเมกะพิกเซล (Megapixel: MP) เมื่อฟังอย่างนี้แล้วคนส่วนใหญ่จะติ๊ต่างว่ายิ่ง MP เยอะก็จะยิ่งดี ถ้าคิดอย่างนั้นแสดงว่าคุณตกหลุมพรางของโลกดิจิตอลเข้าแล้ว เพราะอะไร?

 

03

อย่างแรกคือกล้องที่พิกเซลเยอะกว่าใช่ว่าจะดีกว่าเสมอไป…ให้ดูคุณภาพของภาพที่ถ่ายออกมาด้วย ประเด็นนี้ครอบคลุมตั้งแต่กล้องในมือถือ/แท็บเล็ต เว็บแคม โน้ตบุ๊กยันกล้อง DSLR เลยครับ คือจริงๆ แล้วโดยส่วนใหญ่กล้องที่มี MP สูงก็มักจะถ่ายออกมาได้ดีกว่าแหละครับ ทว่าปัจจัยที่กำหนดคุณภาพของเซนเซอร์ไม่ได้มีแค่จำนวนพิกเซล แต่ยังมีเทคนิคที่ใช้เก็บข้อมูล ซอฟต์แวร์ รวมถึงขนาดและประเภทของเซนเซอร์อีกด้วย ไม่แปลกใจเหรอครับว่าทำไม Nikon D4 แค่ 16.2 ราคาเป็นแสนแต่ D800 36.3MP ราคาถูกกว่ากันตั้งครึ่ง

 

04

อย่างที่สองคือจำนวนพิกเซกกับการใช้งาน หลายคนซื้อกล้อง >18MP ไปถ่ายรูปเพื่ออัพขึ้น Facebook หรือ Twitter แถมก่อนจะอัพยัง Resize ขนาดเสียก่อนอีก ถามว่าแล้วจะเอาพิกเซลเยอะไปทำเพื่อ? (ถ้า Crop ก็ว่าไปอย่าง) ก่อนจะซื้อกล้องถามตัวเองก่อนว่าจะถ่ายไปทำอะไรบ้าง ถ้าไม่ได้เอาไปพิมพ์โปสเตอร์หรือบิลบอร์ด 12-16MP ก็เหลือกินเหลือใช้แล้วครับ คิดดูว่าความละเอียดหน้าจอ 1080p ในอุปกรณ์ต่างๆ นั้นเท่ากับ 2.1MP หรือแม้แต่ความละเอียดระดับ 4K นั้นก็แค่ประมาณ 8.3MP เท่านั้น อีกอย่างนึงคือยิ่งจำนวนพิกเซลมากขนาดของรูปก็จะยิ่งใหญ่ สื่อที่ใช้เก็บข้อมูลก็ต้องมีความจุสูงตามไปด้วยแต่ตรงนั้นไม่ใช่ปัญหาเพราะ Flash Memory ความจุสูงเดี๋ยวนี้ราคาไม่แพง ที่สำคัญกว่าคือสื่อควรมีความเร็วถ่ายโอนข้อมูลสูงๆ เพราะไม่อย่างนั้นกล้องก็จะทำงานได้ช้าไปด้วย

 

05

สุดท้ายคือจำนวนพิกเซลไมได้แปรผันตรงกับความสวยงามของภาพที่ถ่ายออกมาครับ ปัจจัยหลักอยู่ที่ตัวคนถ่าย ครั้งหนึ่งผมเคยไปทริปถ่ายรูปกับเพื่อนๆ (รู้สึกจะเป็นภูกระดึง) เพื่อน (ซึ่งหัวอาร์ตหน่อยๆ) คนนึงไม่มีกล้องไปด้วยเลยเอากล้องสำรองซึ่งเป็นกล้องคอมแพ็ค 3.2MP ธรรมดาๆ ให้เค้าใช้ เชื่อมั้ยครับว่ารูปที่เค้าถ่ายออกมาสวยและกินใจกว่าคนอื่นๆ ที่ใช้ SLR/DSLR เสียอีก

 

ISO

ISO หรือ International Standards Organizations เป็นหน่วยวัดความไวแสง ถ้าเป็นสมัยกล้องฟิล์มก็เป็นความไวแสงของฟิล์ม แต่ปัจจุบันหมายถึงความไวแสงของเซนเซอร์รับภาพ ISO นั้นมีตั้งแต่ต่ำขนาด 50 ถึงสูงขนาด 204800 การถ่ายรูปที่ ISO ต่ำๆ นั้นมีข้อดีคือรูปที่ออกมาจะมีคุณภาพดีแต่ก็ต้องถ่ายในที่ๆ ปริมาณแสงมากพอหรือไม่ก็ใช้แฟลชช่วย ข้อเสียของการถ่ายที่ ISO ต่ำคือชัตเตอร์กล้องจะต้องเปิดนานขึ้น (เพื่อให้แสงเข้ามาได้มากขึ้นมิฉะนั้นแล้วรูปที่ออกมาจะมืด) ซึ่งในระหว่างนั้นถ้าเราขยับหรือสั่นเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้ภาพเบลอได้ง่ายๆ

 

06

วิธีแก้ภาพเบลอ/ไม่ชัดโดยเฉพาะในที่แสงน้อยแบบง่ายที่สุดคือถ่ายที่ ISO สูงหน่อย (ซึ่งชัตเตอร์ก็จะไม่ต้องเปิดนาน ลดความเสี่ยงจากการสั่น) ถ้าเป็นกล้องดิจิตอลสมัยก่อนเค้าจะไม่แนะนำอย่างนี้เพราะยิ่ง ISO สูงภาพที่ออกมาคุณภาพจะไม่ดี คือจะมี Noise/Grain (พวกจุดหรือรอยที่ทำให้ภาพดูไม่สะอาด) กล้อง DSLR รุ่นเก่าหน่อยเจอ ISO 1600 เข้าไปก็ Noise บานแล้ว แต่กล้องดิจิตอลสมัยนี้ใช้ Image Processor ที่ประสิทธิภาพสูงขึ้นจึงไม่เกิด Noise ง่ายๆ ซึ่งทำให้เราสามารถถ่ายภาพที่ ISO สูงได้โดยไม่เสียคุณภาพหรือเสียก็เพียงเล็กน้อย

 

07

กล้องคอมแพ็คหลายรุ่นและ DSLR รุ่นล่างๆ แทบทุกรุ่นสามารถถ่ายที่ ISO 1600 ขึ้นไปได้โดยไม่เสียคุณภาพเลย แต่ยังไงซะถ้าหลีกเลี่ยงการใช้ ISO สูงๆ ได้ก็จะดีครับเพราะกล้องพวกนี้ความสามารถของเซนเซอร์ยังค่อนข้างจำกัด ต่างจากกล้อง DSLR รุ่นกลางๆ ขึ้นไปซึ่งสามารถถ่ายที่ ISO 12800 ได้โดยที่แทบจะไม่เห็น Noise เลย บางรุ่นสามารถอัด ISO ได้เป็นหลักแสนโดยที่ Noise โผล่มาแค่เล็กน้อยเท่านั้น ฟีเจอร์อย่าง Anti-shake หรือกันสั่นและ Noise Reduction ก็มีส่วนช่วยให้กล้องสามารถใช้ ISO สูงๆ ได้เช่นกันครับ

 

ความเร็วชัตเตอร์

ความเร็วชัตเตอร์คือระยะเวลาที่ชัตเตอร์เปิดรับแสงซึ่งเป็น 1 ในปัจจัยที่กำหนดปริมาณแสง (และภาพ) ที่เข้าสู่กล้อง (อีกปัจจัยคือรูรับแสงซึ่งขึ้นอยู่กับสเปกของเลนส์) ถ้าเราถ่ายรูปในที่แจ้งแดดจัดๆ แล้วตั้งความเร็วชัตเตอร์ไว้ 10 วินาทีแสงจะเข้ามากเกินไป (Overexposure) ภาพที่ได้จะสว่างจนแทบไม่เห็นรายละเอียดหรืออาจจะมีแต่สีขาวเลยก็ได้

 

08

ในสถานการณ์เดียวกันถ้าเราตั้งความเร็วชัตเตอร์ไว้ 1/4000 วินาทีภาพที่แสงที่เข้ามาก็จะน้อยลงมากทำให้ได้ภาพมีรายละเอียดมากกว่า แต่ในทางกลับกันถ้าเป็นที่ๆ แสงน้อยการถ่ายรูปด้วยความเร็วชัตเตอร์สูงจะทำให้แสงเข้าได้น้อยภาพที่ออกมาก็จะมืด ดังนั้นควรต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำๆ เช่น 1/8 หรือ 1 วินาทีเพื่อให้แสงเข้าได้มากขึ้น

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here