เปิดหัวมาก็เขียนซะแบบนี้แล้วไม่รู้ว่า จะเล่นเอาสาวกฝั่งพีซีโน้ตบุ๊กมีแอบโกรธเคืองกันหรือเปล่า เพราะว่าหลายคนยังไม่ตัดสินใจซื้อโน้ตบุ๊กเครื่องใหม่ ก็เพราะต้องการรอเจ้า MacBook Air เปิดราคามานี่แหละครับ แล้วก็ไม่ทำให้สาวก Apple ผิดหวังเพราะลดราคาลงจากเดิมอีก 100 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราวๆ 3,000 บาทไทย แบบนี้ไม่ทำให้สาวกฝั่งวินโดวส์หันมามองกันได้อย่างไร

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า นี่คือ Mac เครื่องแรกที่ผมเคยใช้ ก่อนหน้านี้ใช้แต่ Windows มาโดยตลอด และผมก็ได้ Apple MacBook Air 13 รุ่นใหม่ล่าสุด Mid 2012 มาครอบครอง และจัดการทดสอบทันที ซึ่งจากการเปิดใช้งานครั้งแรก และได้ลองสัมผัส TrackPad ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ กับความลื่นไหล ที่ไม่เคยสัมผัสได้จากฝาก Windows ที่หลังจากได้ใช้งานแล้วรู้สึกว่า มันตอบสนองกับความเป็นธรรมชาติในการบังคับการใช้งานมากๆ แต่ส่วนระบบจัดการโฟลเดอร์และไฟล์ ผมกลับยังชอบฝั่ง Windows มากกว่า ด้วยการแบ่งสีสันที่ดีกว่า ทำให้แยกไฟล์และโฟลเดอร์ได้ง่ายกว่า (อาจจะเป็นเพราะผมยังไม่ชินก็ได้)

มาดูกันที่ดีไซน์ของ MacBook Air 13 (Mid 2012) ที่สามารถบอกได้เลยว่า Apple เองก็ยังไม่มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงใดๆ ในด้านดีไซน์ตอนนี้ และด้วยดีไซน์แบบนี้ก็น่าจะยังขายได้อีกนาน แม้ว่าทางฝั่ง Ultrabook จะปล่อยโน้ตบุ๊กบางเบาออกมามากมายหลายยี่ห้อหลายราคาก็ตาม ทั้งดีไซน์ คุณภาพ และวัสดุที่ทัดเทียม แต่จากการที่ MacBook Air ลดราคาลงมาอีก 3,000 บาท ก็ทำให้โน้ตบุ๊กฝั่ง Ultrabook หนาวๆ ร้อนๆ ไปตามๆ กัน ซึ่งก็น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Ultrabook ยังเกิดได้ไม่เต็มที่ในตอนนี้

การปรับสเปคของ MacBook Air 13 (Mid 2012) เป็นสิ่งหนึ่งที่หลายคนรอคอย โดยเฉพาะการมาของโปรเซสเซอร์ Intel Core i5 เจเนอเรชั่นที่ 3 โค้ดเนม Ivy Bridge ตัวใหม่ล่าสุด ที่ปรับทั้งพลังในการประมวลผลซีพียู และกราฟฟิกการ์ดให้แรงขึ้นกว่าเดิมอีกอย่างน้อยๆ ก็ 20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป และอีกจุดหนึ่งคือ การมาของพอร์ต USB 3.0 ที่มีมาให้ 2 พอร์ต ทางด้านซ้ายและขวา มีพอร์ต Thunderbolt สล๊อตสำหรับเสียบการ์ด SD/SDHC ที่อยู่ทางด้านขวามือ ส่วนทางด้านซ้ายมือจะมีช่องสำหรับเสียบหูฟัง และรูไมโครโฟนเล็กๆ อยู่ข้างๆ กัน และสุดท้ายพอร์ตสำหรับชาร์ตไฟ MagSafe 2 ที่เป็นจุดเด่นของ Apple โดยจะใช้แม่เหล็กเข้ามาช่วยในการเชื่อมต่อกับตัวเครื่อง และได้มีการดีไซน์ใหม่ให้มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม และมีความพิเศษตรงที่ถ้าคุณเดินเตะปลั๊กไฟหรือลืมถอดสายไฟ ตัวปลั๊กก็จะหลุดออกจากขั้วได้อย่างง่ายดายนั่นเอง

ทีนี้มาดูข้างใน MacBook Air 13 (Mid 2012) กันบ้างดีกว่า โดยเริ่มจากหน้าจอที่มีขนาด 13.3 นิ้วแบบ High-Resolution LED-Backlit Glossy Widescreen ที่มีความละเอียดอยู่ที่ 1440 x 900 พิกเซล โดยด้านบนของขอบจอจะติดตั้งกล้องเว็บแคมความละเอียด 720p HD Camera ที่รองรับการใช้งาน FaceTime ส่วนคีย์บอร์ดจะเป็นแบบ Full-Size ที่ผมพิมพ์งานแล้วรู้สึกได้ถึงความนุ่มที่พอดี พิมพ์บทความนี้แล้วสนุกดี และคีย์บอร์ดจะมีไฟเรืองแสงขึ้นมาอัตโนมัติ ถ้าอยู่ในบริเวณที่แสงสว่างไม่เพียงพอ โดยบริเวณฝาพับหน้าจอนั้น จะเป็นช่องระบายความร้อนซ่อนตัวเอาไว้อยู่ในบริเวณนั้น

ส่วนขนาดตัวโดยรวมของ MacBook Air 13 (Mid 2012) ก็จะอยู่ที่ 32.5 x 22.7 x 0.3-1.7 เซ็นติเมตร (กว้าง x ยาว x สูง) และมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 1.35 กิโลกรัม ซึ่งทางทีมงานก็ได้นำไปขึ้นตาชั่งก็ได้น้ำหนักอยู่ที่ 1.323 กิโลกรัม และถ้ารวมอะแดปเตอร์ชาร์จไปด้วยแล้วละก็ จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นมาเป็น 1.526 กิโลกรัม แบบนี้แบกไปไหนมาไหนได้สบายๆ เลย แม้ว่าจะต้องพกอะแดปเตอร์ชาร์จไฟติดกระเป๋าไปด้วยก็ตาม แต่เท่าที่ผมนำเครื่องออกไปใช้งานข้างนอก ก็ไม่ได้รู้สึกจำเป็นเท่าไหร่ ที่จะต้องพกไปด้วย

มาต่อกันที่สเปคเครื่องของ MacBook Air 13 (Mid 2012) รุ่นมาตรฐานทั้ง 2 รุ่น ที่ต่างกันในเรื่องขนาดกันดีกว่า ซึ่งจะมีการปรับสเปคเครื่องตามรายละเอียดดังนี้

  • 1.8GHz dual-core Intel Core i5-3427U (Turbo Boost up to 2.8GHz) with 3MB shared L3 cache
  • 4GB of 1600MHz DDR3L onboard memory
  • 128/256 GB Flash Storage
  • Intel HD Graphics 4000
  • 802.11n Wi-Fi, Bluetooth 4.0

Apple MacBook Air (Mid 2012) เลือกใช้ซีพียูประหยัดพลังงาน Intel Core i5 เจนเนอเรชั่น 3 ที่มีการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพให้สูงกว่า Intel Core i เจเนอเรชั่น 1 และ 2 อยู่พอสมควร รวมไปถึงกราฟฟิกที่อยู่ในตัวซีพียูอย่าง Intel HD 4000 ที่ได้มีการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าหากเราดูเฉพาะตัวเลขสัญญาณนาฬิกาที่วัดจาก CPU-Z และ GPU-Z ก็ดูไม่ค่อยเร็วเท่าไหร่ใช่หรือเปล่าครับ แต่จากการใช้งานจริง เริ่มตั้งแต่เปิดเครื่องนั้น ต้องบอกเลยว่า เร็วมากเลยทีเดียว รอแป๊ปเดียวใช้งานได้ทันที อ้อๆ เกือบลืมบอกไปว่า โปรแกรมที่ใช้สำหรับเทส ผมได้ทำการลง Windows เป็นอีกโอเอสหนึ่งน่ะครับ จะได้มีผลทดสอบมาเปรียบเทียบกับพวก Ultrabook ได้อีกทางหนึ่งด้วย

การทดสอบประสิทธิภาพของ Apple MacBook Air (Mid 2012) ที่รับคะแนนจากการวัดโดย Windows Experience Index นั้น ก็อยู่ในระดับที่แรงดูดีเลยทีเดียว ได้คะแนนซีพียูไปถึง 6.9 คะแนน ทั้งๆ ที่เป็นซีพียูแบบ Ultra-Low Voltage ก็ตาม คะแนนแรมขนาด 4 กิกะไบต์อยู่ที่ 5.9 คะแนน น้อยไปหน่อย ส่วนกราฟิกสำหรับ Windows Aero และกราฟิกสำหรับการเล่นเกมส์ได้อยู่ที่ 6.5 และ 6.5 คะแนน ก็เพียงพอต่อการทำงานกราฟิก ดูหนัง Hi-Def และเกมส์ทั่วๆ ไปได้สบายๆ และสุดท้ายคะแนนฮาร์ดดิสก์แบบ Flash Storage ขนาด 128 กิกะไบต์ อยู่ที่ 7.9 คะแนน สุดยอดมากๆ กับเจ้า Flash Storage เร็วจริงๆ

มาประเดิมกันที่คะแนนที่วัดได้จากโปรแกรม PC Mark 7 โปรแกรมทดสอบยอดนิยม ที่ได้รับคะแนนโดยรวมไปถึง 4504 คะแนน แรง เร็ว กว่าโน้ตบุ๊กที่ใช้ซีพียู Intel Core i Processor ตัวมาตรฐานบางรุ่นเสียอีก แค่โปรแกรมทดสอบแรกก็รู้สึกประทับใจกับผลคะแนนที่ได้แล้ว

ไปกันต่อที่คะแนนที่วัดได้จากโปรแกรม PC Mark Vantage ก็ได้รับคะแนนรวมไปถึง 13915 คะแนน ก็บอกได้ว่า แรงมากๆ โดยเฉพาะคะแนน HDD Score นี่ได้ใจไปเต็มๆ เรียกได้ว่า หมดปัญหาเรื่องคอขวดที่ฮาร์ดดิสก์ไปเป็นปลิดทิ้งเลยแบบนี้ ส่วนคะแนนอื่นก็ออกมาดีตามมาตรฐานเหนือกว่าพวก Ultrabook ที่เคยทดสอบมา

มาวัดความแรงของซีพียูกันต่อด้วยโปรแกรม SuperPI ที่มีไว้สำหรับคำนวณค่า PI จากเส้นผ่านศูนย์กลาง โดยจะได้ตัวเลขเป็นจุดทศนิยมที่ไม่มีวันจบ จึงมีผลทำให้คอมพิวเตอร์ต้องคำนวณไปเรื่อย โดยเราจะใช้ตัวเลขมาตรฐานการทดสอบที่ 1M ซึ่งจะเป็นการคำนวณทศนิยม 1 ล้านตำแหน่ง ด้วยการแบ่งการทดสอบเป็นช่วง (Loop) ทั้งหมด 19 ช่วง ช่วงละ 52632 ตำแหน่ง ซึ่งซีพียู Intel Core i5 ก็ทำเวลาอยู่ 19.328 วินาที ถือว่าเร็วเลยทีเดียว ซึ่งค่อนข้างจะชัดเจนว่า ถ้าใช้แต่พลังซีพียูในการประมวลผล จะมีผลลัพธ์สู้พวกซีพียูที่มีสัญญาณนาฬิกาเยอะกว่าไม่ได้

คะแนนความสามารถด้าน 3 มิติจะดีแค่ไหน ต้องวัดด้วยโปรแกรม 3DMark 11 ด้วยการรันตัวอย่างเกมของโปรแกรมและแสดงผลออกมาเป็นคะแนนที่ได้รับไป P664 ซึ่งเป็นคะแนนระดับมาตรฐานเท่านั้น

โปรแกรม Unigine ที่มีไว้สำหรับวัดพลังด้านกราฟฟิกอีกโปรแกรมหนึ่ง เจ้ากราฟฟิก Intel HD 4000 ก็ทำคะแนนไปได้ที่ 234 คะแนน โดยได้คะแนน FPS เฉลี่ยอยู่ที่ 9.3 เฟรมต่อวินาที โดยทำได้สูงสุดอยู่ที่ 23.6 เฟรมต่อวินาที และต่ำสุดที่ 2.4 เฟรมต่อวินาที

  

Cinebench Release 11.5 เป็นโปรแกรมที่มีไว้สำหรับการทดสอบความแรงของซีพียูและกราฟิกการ์ด ซึ่งคะแนนซีพียูที่ได้นั้น ได้คะแนนอยู่ที่ 2.57 pts ซึ่งก็ทำคะแนนได้เหนือกว่า Core i7-2617M เสียอีก  ส่วนการทดสอบด้านกราฟิก OpenGL นั้นได้ไปอยู่ที่ 13.86 fps ได้ค่าเฟรมต่อวินาทีเร็วกว่า Intel HD 3000 เกือบ 40% เห็นจะได้ ทีนี้เราลองรันไฟล์ความละเอียดสูงระดับ 1080p ผ่านทางโปรแกรม Windows Media Player ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด รันได้อย่างเนียนๆ

การทดสอบหน่วยความจำและซีพียูผ่านทางโปรแกรม Everest Ultimate Edition คะแนนที่ได้ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนใหญ่ จะอยู่ในระดับท๊อปของผลทดสอบที่ทางโปรแกรมมีบันทึกเอาไว้ โดยเฉพาะประสิทธิภาพของหน่วยความจำ ที่ฝังลงไปบนเมนบอร์ด มีความโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง

การทดสอบฮาร์ดดิสก์ผ่านทางโปรแกรม HD Tach ที่มีไว้สำหรับทดสอบความเร็วในการอ่านข้อมูลของ Harddisk ซึ่งจากการที่ Apple MacBook Air (Mid 2012) ใช้ Flash Storage ขนาด 128 กิกะไบต์ ในการเก็บข้อมูล ก็พบว่า ให้ความเร็วเฉลี่ยนในการอ่านอยู่ที่ 206.7 MB/s และทำค่าได้สูงถึง 276.9 MB/s เร็วมากๆ เร็วกว่า ฮาร์ดดิสก์แบบ SSD อยู่กว่า 10 เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน หมดปัญหาเรื่องคอขวดที่ฮาร์ดดิสก์แน่นอน

สุดท้ายโปรแกรมบีบอัดไฟล์ยอดนิยมอย่าง WinRAR ที่ให้ผลทดสอบอยู่โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,441 KB/s สำหรับความเร็วในการอ่าน สำหรับการอ่านข้อมูลที่ระดับ 100 MB ซึ่งถ้าใช้ซีพียูเพียงอย่างเดียว ก็จะสู้ซีพียูที่มีสัญญาณนาฬิกามากกว่าไม่ได้

ส่วนเรื่องความร้อนที่วัดอุณหภูมิภายใต้ห้องอุณหภูมิ 25 องศานั้น ในขณะที่ตัวเครื่อง Apple MacBook Air (Mid 2012) กำลังทำงานอยู่ปกติบน Mac OS Lion นั้น จะมีอุณหภูมิโดยรวมอยู่ที่ 30.4 ถึง 38.2 องศาเซลเซียส โดยบริเวณข้อมือทั้งสองข้างทางซ้ายและขวาอยู่ที่ 30.6 และ 31.8 องศาเซลเซียส ซึ่งจากการใช้งานจริงๆ ก็ไม่ได้รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาแต่อย่างใด สบายใจได้ แม้ว่าตัวเลขจะดูสูงก็ตาม โดยเฉพาะบริเวณด้านบนของคีย์บอร์ด

แต่ทีนี้ถ้าย้ายมาทำงานบนฝั่ง Windows บ้างละจะเป็นอย่างไร ซึ่งผลที่ได้นั้นบริเวณข้อมือซ้ายขวา จะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 32.0 และ 31.7 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย แต่บริเวณด้านบนนั้นวัดอุณหภูมิได้สูงถึง 41.3 องศาเซลเซียส เลยทีเดียว ถึงแสดงให้เห็นว่า การใช้เครื่อง MacBook ด้วยโอเอส Windows มีผลทำให้เครื่องร้อนขึ้น และผมมักจะได้ยินเสียงพัดลมทำงานดังออกมา บ่อยครั้ง ซึ่งโดยปกติแล้วพัดลมนั้นส่งเสียงออกมาเบามากๆ แบบแทบจะไม่ได้ยินเสียงอยู่แล้ว เวลาในงานในฝั่ง Mac OS ดังนั้นคำแนะนำที่ดีของผมคือ ถ้าคิดจะใช้ MacBook รุ่นไหนก็ตามทำงานฝั่ง Windows หาพวกแท่นวางระบายความร้อน หรือไม่ก็หาพัดลมมาเป่าเครื่องตรงคีย์บอร์ดด้านบนก็จะดีมาก

สเปคแบตเตอรี่นั้น ทาง Apple ได้เคลมมาว่า MacBook Air (Mid 2012) สามารถใช้งานต่อเนื่องได้นานสูงสุด 7 ชั่วโมง และอยู่ในโหมด Standby ได้นาน 30 วัน ซึ่งจากการที่ผมลองใช้งานต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ด้วยการพิมพ์บทความนี้ เปิดสัญญาณ Wi-Fi เล่นอินเทอร์เน็ตไปด้วย และมีเปิดเครื่องทิ้งเอาไว้บ้างในบางช่วง ด้วยโหมดปกติของ Mac OS ก็สามารถใช้งานนานประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง เกือบๆ จะเพียงพอต่อการใช้งานตลอดทั้งวัน แต่ถ้าหากข้ามมาใช้ทางฝั่ง Windows ละก็ แบตเตอรี่จะใช้งานได้น้อยลงเหลือเพียง 4 ชั่วโมง 45 นาที โดยจะใช้เวลาในการชาร์จไฟเต็ม 100% อยู่ที่ราวๆ 2 ชั่วโมง

Apple MacBook Air 13 (Mid 2012) จัดหน่ายอยู่ที่ราคา 39,900 บาท สำหรับรุ่น 128GB และ 49,900 บาทสำหรับรุ่น 256GB ซึ่งเป็นการลดราคาลงมา 100 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 3,000 บาท ถ้าเทียบกับ Apple MacBook Air (Mid 2011)

สำหรับผมที่ใช้งานเครื่องพีซีที่รันบนวินโดวส์มาตลอดกว่า 15 ปี แล้วเปลี่ยนมาใช้ Mac OS ใน MacBook Air เป็นครั้งแรกนั้น รู้สึกว่าประทับใจมากที่ได้ลิ้มลอง Mac OS ของค่าย Apple และยิ่งถ้านำราคาที่แทบไม่แตกต่างไปจาก Ultrabook สักเท่าไหร่ ยิ่งทำให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นไปอีก เพราะซื้อมาใช้งานแล้วเลือกลง 2 โอเอส ก็ทำได้ง่ายดายมากๆ ความเร็วเครื่องในการประมวลผลก็อยู่ในระดับที่ดีทีเดียว ฮาร์ดดิสก์แบบ Flash Storage และแรม DDR3 ที่ฝั่งบนเมนบอร์ดทั้งคู่ เร็วมาก และสุดท้ายคือ เจ้า TrackPad นี่แหละ ที่ใช้แล้วติดใจจริงๆ และสุดท้ายสำหรับใครไม่เคยใช้ Mac มาก่อน โปรดอย่าตัดสินกันที่ราคาค่าตัวเครื่องเหมือนกับที่ผมเคยเป็นมาก่อน อยากจะ ให้พยายามดูในภาพรวมส่วนอื่นๆ ด้วย และลองเล่นด้วยตัวเองจะดีที่สุดแน่นอนครับ

Performance            Score 9.5

  • ประสิทธิภาพเหลือเฟือต่อการใช้งานประจำวัน
  • แบตเตอรี่ขออึดเพิ่มอีกสัก 2 ชั่วโมง จะเยี่ยมมาก

Feature                   Score 9.5

  • เพิ่มพอร์ต USB 3.0 ให้อีกสักพอร์ตจะดีมาก
  • ต้องหาไดรฟ์ DVD มาต่อพ่วง
  • แข็งแกร่ง ทนทาน มีไฟที่คีย์บอร์ด

Design                    Score 10

  • ไม่ต้องปรับดีไซน์ เพราะยังล้ำสมัยอยู่
  • เหมาะแก่การพกพามากๆ

Best Value               Score 8.5

  • ลดราคาลงมา 3,000 บาท คุ้มค่ากว่าเดิม

First Impression       Score 10

  • มองมุมไหนก็ดูน่าหลงใหล
  • ใช้งานที่ไหนก็มีแต่คนมอง

ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าชมได้ที่ www.apple.com/th

10 COMMENTS

    • ตัวใหม่นี้ Ivy Bridge แล้วน่ะครับ ตัวเก่าไม่มีวางขายแล้วครับ ยกเว้น พวกตัวโชว์ ที่ iStudio เอามาโละ ขาย

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here