CSQUID ชาร์ตไอโฟนเร็ว 2 เท่า

ปกติคนใช้แกดเจ็ตหรืออุปกรณ์พกพาต่างๆ คงพอเข้าใจว่าถ้าเราชาร์ตไฟให้อุปกรณ์ผ่านทางพอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์ มันจะชาร์ตช้ากว่าใช้ตัวอแดปเตอร์ USB ที่มาพร้อมอุปกรณ์ชาร์ตให้นะครับ แต่วันนี้ผมได้สายชาร์ตแบบใหม่มาที่ชูจุดเด่นว่าทำให้ชาร์ตอุปกรณ์จาก PC ได้เร็วขึ้นถึงเท่าตัว ก็เลยต้องมาลองให้เห็นจริงดูสักหน่อยครับ

โดย @eka_x (www.aofapp.com)

ก่อนที่เราจะพูดถึงสายชาร์ตที่ว่านี้ ผมขอปูความเข้าใจเรื่องการชาร์ตผ่าน USB แบบคร่าวๆ ตามที่ผมพอจะรู้ก่อนนะครับ (ไปอ่านวิกิมา มึนหลายตลบ) คือหลายคนอาจจะรู้แล้วว่าพอร์ต USB ยอดนิยมที่ใช้กันในแทบทุกอุปกรณ์ตอนนี้ เป็นไม่กี่พอร์ตของคอมพิวเตอร์ที่จ่ายไฟออกมาได้ ซึ่งเป็นการออกแบบมาตั้งแต่ต้นให้ USB สามารถจ่ายไฟเลี้ยงอุปกรณ์ได้ ทำให้อุปกรณ์เล็กๆ ที่กินไฟไม่มากไม่ต้องเสียบสายไฟเข้าไปเสริมเหมือนอุปกรณ์ในยุคก่อนที่จะใช้ USB ครับ

โดยมาตรฐาน USB 2.0 นั้นจ่ายไฟสูงสุดได้ 5V ที่ 0.5 A ส่วน USB 3.0 จะจ่ายไฟได้สูงสุดที่ 0.9 A ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไปและชาร์ตแกดเจ็ตอย่างช้าๆ นะครับ แต่หลังจากที่อุปกรณ์ต่างๆ ในโลกหลาต่างต้องการพลังงานมากขึ้น แถมแนวทางออกแบบเริ่มใช้พอร์ต USB เป็นช่องสำหรับชาร์ตด้วย จึงเกิดมาตรฐาน USB Battery Charging เมื่อปี 2007 ทำให้สามารถพัฒนาอแดปเตอร์แปลงไฟบ้านเป็น USB ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันขึ้นมาชาร์ตอุปกรณ์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันได้ ซึ่งในมาตรฐานล่าสุดเวอร์ชั่น 1.2 ที่ออกมาเมื่อปี 2010 จะทำให้อแดปเตอร์ USB สามารถจ่ายไฟได้สูงสุดที่ 5A สำหรับอุปกรณ์ที่ปรับแต่งมาดีๆ เลยแหละครับ

และเรื่องที่ต้องเข้าใจอีกอย่างของจ่ายประจุไฟคือ ถึงแม้อแดปเตอร์หรือพอร์ต USB จะจ่ายไฟได้สูงแล้ว แต่แกดเจ็ตของเราก็ต้องรับไฟได้เยอะด้วยนะครับ มันถึงจะชาร์ตได้เร็ว สมมุติว่าใช้เราอแดปเตอร์ของ iPad ที่สามารถจ่ายไฟได้ 2.1 A ไปชาร์ต Mobile Booster ที่สามารถรับไฟจากพอร์ต USB เข้าได้ 0.5 A ตัวอแดปเตอร์ก็จ่ายไฟให้ 0.5 A เท่านั้นครับ ในกรณีนี้ถึงจะเปลี่ยนไปใช้อแดปเตอร์ของ iPhone ที่จ่ายไฟให้ได้ 1 A ความเร็วในการชาร์ต Mobile Booster ก็ไม่ต่างกัน ซึ่งเรื่องกำลังไฟสูงสุดที่รับได้พวกนี้ มักเขียนอยู่ในคู่มืออยู่แล้วครับ

เอาแหละครับ หลังจากที่เรารู้เรื่องพื้นฐานของ USB กันไปคร่าวๆ ก็น่าจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเวลาชาร์ตแกดเจ็ตกับคอมพิวเตอร์ถึงช้ากว่าชาร์ตด้วยอแดปเตอร์ของมันเองที่มาในกล่อง เพราะพอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์นั้นจ่ายไฟได้เพียง 0.5 A เท่านั้น ในขณะที่อแดปเตอร์ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ส่วนใหญ่สามารถจ่ายไฟได้ถึง 1 A เราจึงไม่สามารถชาร์ต iPad ผ่านคอมพิวเตอร์ได้ เพราะกำลังไฟไม่พอนี้แหละครับ (จริงๆ มันชาร์ตได้ถ้าปิดจอ แต่ช้ามาก)

ที่นี่สำหรับคนที่ทำงานอยู่ใกล้คอมบ่อยๆ แถมมีแกดเจ็ตต้องชาร์ตมากมายอย่างผม จะให้พกอแดปเตอร์ติดตัวมันก็หนักเปล่าๆ แต่จะให้ชาร์ตอุปกรณ์ผ่านคอมพิวเตอร์ปกติมันก็ใช้เวลานานเหลือเกิน ครั้งนี้ผมจึงขอรีวิว CSQUID สาย USB แบบพิเศษที่ผู้ผลิตเคลมว่าสามารถชาร์ตอุปกรณ์ได้เร็วขึ้น 2 เท่า ว่าจะจริงอย่างที่โฆษณารึเปล่าครับ

ลักษณะของ CSQUID นั้น ด้านหนึ่งจะเป็นหัว USB แบบ Standard-A หรือ USB แบบใหญ่ที่ใช้เสียบกับคอมพิวเตอร์ แล้วปลายอีกด้านหนึ่งจะมีหัวต่อเสียบอุปกรณ์ 2 แบบคือพอร์ต 30 พินของ Apple สำหรับชาร์ตพวก iPhone, iPad กับพอร์ต Micro-USB สำหรับชาร์ตโทรศัพท์ทั่วไป แต่ที่แปลกคือ CSQUID จะมีแคปซูลอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ในสายครับ ซึ่งจะมีสวิทซ์ให้เลื่อน 2 อันคือใช้เลือกพอร์ตระหว่าง 30 พินของ Apple หรือ Micro-USB กับเลือกโหมดการใช้งานครับโดย CSQUID จะมีการทำงาน 2 โหมดคือ

  • โหมดธรรมดาหรือ Change and Data Sync ที่เป็นรูปลูกศร 2 หัวชนกัน จะทำงานเหมือนเป็นสาย USB ปกติ จ่ายไฟเท่าเดิมและยังใช้โอนข้อมูลกับอุปกรณ์ได้
  • โหมดชาร์ตหรือ Fast-Charge Only ที่เป็นรูปสายฟ้า ถ้าเลื่อนเป็นโหมดนี้จะทำให้ชาร์ตได้เร็วขึ้นเท่าตัวครับ แต่คอมพิวเตอร์จะมองไม่เห็นอุปกรณ์นั้นเลย จะซิงค์หรือเรียกใช้ข้อมูลไม่ได้ครับ แต่คิดอีกแง่มันก็ปลอดภัยเวลาชาร์ตกับคอมชาวบ้าน เพราะเข้ามายุ่งกับข้อมูลในอุปกรณ์เราไม่ได้

ที่นี้เรามาลองทดสอบดูกันว่าเจ้าสาย CSQUID มันช่วยให้ชาร์ตเร็วขึ้นจริงแค่ไหน โดยทดสอบกับการชาร์ต iPad ที่ปิดจอและเปิด Airplane Mode เพื่อตัดสัญญาณโทรศัพท์และ Wifi ทั้งหมดที่อาจทำให้กินแบตเตอรี่ไม่เท่ากันครับ โดยใช้เวลาชาร์ต 30 นาทีต่อรอบ ผลออกมาดังนี้

ปริมาณแบต iPad2 ชาร์ตผ่านคอมพิวเตอร์ปกติ (ไฟ 0.5 A) ชาร์ตด้วยคอมพิวเตอร์ผ่าน CSQUID ชาร์ตผ่านอแดปเตอร์ iPad (ไฟ 2.1 A)
ก่อนชาร์ต 28% 32% 40%
หลังชาร์ต 32% 40% 55%
รวมชาร์ตไฟเข้า 4% 8% 15%

สรุปว่า CSQUID ช่วยทำให้การชาร์ตด้วยคอมพิวเตอร์เร็วขึ้นประมาณเท่าตัวจริงตามที่โฆษณานะครับ ก็หมายความว่าเมื่อปรับเป็นโหมดชาร์ตอย่างเดียว CSQUID สามารถจ่ายไฟได้ประมาณ 0.9  A

แต่ผมก็สงสัยต่อว่าถ้าเอา CSQUID ไปชาร์ตกับอแดปเตอร์โดยตรง ไม่ได้ชาร์ตกับคอม มันจะช่วยให้เร็วขึ้นได้ไหม ผมเลยปรับการทดลองใหม่ โดยใช้อแดปเตอร์ iPhone ที่จ่ายไฟได้ 1 A ชาร์ต iPad 2 ที่ปิดจอ เปิด Airplane Mode เป็นเวลา 30 นาทีเหมือนเดิม ผลก็ออกมาตามตารางนี้ครับ

ปริมาณแบต iPad2 ชาร์ตผ่านอแดปเตอร์ iPhone ด้วยสายธรรมดา ชาร์ตผ่านอแดปเตอร์ iPhone ด้วย CSQUID
ก่อนชาร์ต 48% 58%
หลังชาร์ต 58% 68%
รวมชาร์ตไฟเข้า 10% 10%

ก็หมายความว่า CSQUID จะช่วยเร่งความเร็วในการชาร์ตได้เฉพาะเมื่อต่อกับคอมพิวเตอร์เท่านั้นครับ เมื่อใช้งานร่วมกับอแดปเตอร์จ่ายไฟจะไม่ช่วยเร่งความเร็วอะไร

และการทดสอบสุดท้ายที่ผมสงสัยมาก คือปกติผมจะติดตั้งโปรแกรม AI Charger ในคอมพิวเตอร์เพื่อเร่งกระแสไฟที่ผ่านพอร์ต USB เพื่อให้ชาร์ต iPad ผ่านคอมพิวเตอร์ได้อยู่แล้วครับ แล้วถ้าผมใช้สาย CSQUID ร่วมกับคอมที่ติดตั้ง AI Charger อยู่แล้ว มันจะช่วยเร่งให้เร็วขึ้นไปอีกได้รึเปล่า โดยทดสอบเหมือนเดิม ใช้เวลา 30 นาทีเท่าเดิมครับ

ปริมาณแบต iPad2 ชาร์ตกับคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง AI Charger ผ่านสาย CSQUID ชาร์ตกับคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง AI Charger ผ่านสายธรรมดา
ก่อนชาร์ต 56% 65%
หลังชาร์ต 64% 73%
รวมชาร์ตไฟเข้า 8% 8%

สรุปว่าการใช้สาย CSQUID ร่วมกับคอมพิวเตอร์ที่ลง AI Charger อยู่แล้วก็ไม่ทำให้ชาร์ตได้เร็วขึ้นนะครับ อาจเพราะว่าเมื่อเปิด CSQUID เป็นโหมดชาร์ตเร็วแล้ว คอมพิวเตอร์ของเราจะไม่สามารถตรวจสอบอุปกรณ์ที่เสียบกับเครื่องได้ว่าคืออุปกรณ์อะไร ทำให้มันไม่ได้เร่งกระแสให้

หากสังเกตผลการชาร์ตจากคอมพิวเตอร์ปกติผ่านสาย CSQUID กับชาร์ตผ่านคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้ง AI Charger ผ่านสายธรรมดา จะพบว่าสามารถชาร์ต iPad ได้ 8% เท่ากันครับ ก็หมายความว่าทั้ง CSQUID กับ AI Charger สามารถเร่งให้พอร์ต USB ของคอมพิวเตอร์จ่ายไฟขึ้นมาได้เป็นประมาณ 0.9A เท่ากันครับ

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะตั้งคำถามนะครับว่าทำไมเรายังต้องซื้อ CSQUID มาใช้ในเมื่อเราสามารถโหลด AI Charger มาติดตั้งได้ฟรี คือแบบนี้ครับถึงแม้ว่าเราจะใช้ AI Charger ได้ฟรี แต่มันไม่สามารถใช้ได้ทันทีหลังจากติดตั้ง ต้องรีเซ็ตเครื่องก่อนครั้งหนึ่งเพื่อเริ่มใช้ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาโปรแกรมไปลงคอมคนอื่น แล้วมารีเซ็ตเครื่องตรงหน้าเพื่อชาร์ตอุปกรณ์ของตัวเอง และที่สำคัญ AI Charger นั้นรองรับแค่อุปกรณ์ของ Apple เป็นหลักครับ ถ้าเอาอุปกรณ์อื่นๆ หรือมือถือแอนดรอยด์ไปเสียบชาร์ต มันก็ไม่เร่งความเร็วให้นะครับ ผิดกับ CSQUID ที่สามารถเร่งการชาร์ตอุปกรณ์ทุกชนิดที่เสียบผ่านคอมพิวเตอร์ได้


เมื่อเลือกว่าจะชาร์ตกับหัวไหน ก็จะมีไฟปรากฏขึ้นที่โลโก้ของหัวนั้น

CSQUID จึงเหมาะกับคนที่ต้องชาร์ตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เยอะๆ ทำงานใกล้ชิดกับคอม และออกนอกสถานที่บ่อยๆ นั้นแหละครับ เพราะพก CSQUID แค่เส้นเดียวก็สามารถชาร์ตและซิงค์ได้ทั้งอุปกรณ์แอปเปิ้ลและอุปกรณ์ทั่วไปที่ใช้สาย Micro-USB ครับ ประหยัดเนื้อที่ในกระเป๋าได้เยอะ ชาร์ตก็เร็ว แต่ใครที่คุ้นกับสายชาร์ตแอปเปิ้ลอาจจะรู้สึกสั้นไปนิดครับ สั้นกว่าสาย iPhone ประมาณฟุตหนึ่งได้ แต่ก็พกง่ายไม่เทอะทะดีเหมือนกัน

ถ้าใครสนใจผู้จัดจำหน่ายแจ้งว่าสามารถหาซื้อได้ที่ B2S, iStudio & iBeat by Copperwired, iStudio by Spvi, iBeat by Graphicscan และ .life ในราคาประมาณ 690 บาทครับ

คะแนน

  • Performance: 9 – ทำได้อย่างที่โฆษณาไว้ทุกอย่าง
  • Feature: 8 – ใช้งานได้กับอุปกรณ์หลายประเภท
  • Design: 9 – งานละเอียดเรียบร้อย แข็งแรง
  • Best Value: 7 – ราคาสูงกว่าสายธรรมดาพอสมควร
  • First Impression: 6 – หน้าตาบรรจุภัณฑ์ธรรมดาไปหน่อย

ราคา 690 บาท

บริษัท BTL Solution จำกัด

โทร. 02-374-1034

Recent Articles

Related Stories

1 Comment

Leave A Reply

Please enter your comment!
Please enter your name here